เกิดมาเป็นร่มทั้งที ก็ต้องเป็นร่มที่มีคุณค่าที่สุด

เกิดมาเป็นร่มทั้งที  ก็ต้องเป็นร่มที่มีคุณค่าที่สุด

ทุกสิ่งอย่างที่เกิดขึ้นบนโลกล้วนต้องมีหน้าที่หลักสำคัญๆซักหนึ่งอย่าง  มันถึงจะเกิดคุณค่าในตัวของมันเอง  ไม่เว้นแม้กระทั่งร่มที่เราใช้งานกันอยู่ทุกวันนี้  หากมองให้ดีมันก็เกิดมาเพื่อทำหน้ากันแดดกันฝนให้กับผู้ใช้เพียงเท่านั้น  แต่หากมองให้ลึกลงไปถึงแก่นแท้ของมัน  เราก็จะค้นพบเพิ่มเติมอีกว่ามันเกิดมาเพื่อกันแดด หรือว่ากันฝน  ซึ่งทั้งสองอย่างนี้แม้จะเป็นร่มเหมือนกันแต่ก็ให้ผลที่ไม่ท่ากันถ้าใช้ผ้าทำร่มคนละชนิดกัน

ที่จะต้องหยิบยกเรื่องของร่มมาพูด  เพราะความน่าสนใจของเจ้าร่มตัวนี้มันอออยู่ที่ว่าในอดีต มนุษย์ประดิษฐ์ร่มขึ้นมาเพื่อใช้ในการบังแดดเท่านั้น  เพราะหากมองไปที่การตั้งชื่อของร่ม  ร่มในภาษอังกฤษราใช้คำว่า Umbrella  ซึ่งมีรากศัพท์มาจากภาษละตินว่า Umbra ซึ่งแปลว่า บังแดด   ร่มเกิดขึ้นในดินแดนแห่งทะเลทราย นามว่าดินแดนเมโสโปเตเมีย ซึ่งพื้นที่เหล่านี้เป็นทะเลทรายเกือบทั้งหมด นานๆทีจึงจะมีฝนตกลงมาให้ชื่นฉ่ำหัวใจ    ฉะนั้นการที่ร่มถือกำเนิดมาจากตรงนั้น  เป็นการยืนยันได้อย่างดีว่า ร่มถือกำเนิดเกิดมาเพื่อกันแดดพียงเท่านั้น     ต่อมาชาวอียิปต์ มีความเชื่อกันว่า ท้องฟ้าที่เราเห็นกันอยู่เป็นร่างกายของเทพธิดาองค์หนึ่ง นามว่า นัต ท้องฟ้านี้ได้ทำหน้าที่ปกคลุมผืนแผ่นดินและชีวิตมนุษย์รวมถึงสิ่งมีชีวิตอื่นๆให้ได้รับร่มเงาของความร่มเงาของความร่มเย็นอันใหญ่ยักษ์  และการประดิษฐ์ร่มขึ้นมาก็เพื่อสร้างให้มันเป็นตัวแทนของเทพธิดาองค์นี้ และส่วนใหญ่คนที่จะได้ถือร่มอันนี้จะต้องเป็นผู้สูงศักดิ์เท่านั้นจึงจะคู่ควร  เช่น กษัตริย์เป็นต้น

ชาวกรีกก็ได้รับเอาวัฒนธรรมการใช้ร่มในชนชั้นสูงมาจากชาวอียิปต์มาเช่นกัน  ซึ่งในยุคแรกๆ คนที่จะได้รับเกียรติให้กางร่มต้องเป็นผู้ทรงอำนาจเท่านั้นนั้น  แต่มาในระยะหลังเริ่มลดดีกรีขอองความเชื่ออันนี้ลงไปมาก  และเริ่มมีคนธรรมดาพกพาร่มเดินไปไหนมาไหนกันบ้าง   แต่ส่วนใหญ่สิ่งเหล่านี้จะเป็นเรื่องที่เกิดกับผู้หญิงเป็นส่วนใหญ่  วัสดุที่ใช้ทำร่มในสมัยนั้นส่วนใหญ่จะทำมาจากกระดาษ  และต่อมาชาวกรีกก็ได้ค้นพบว่านอกจากร่มจะกันแดดได้แล้วมันยังช่วยกันฝนได้อีกด้วย   จึงเริ่มทำการทาน้ำมันลงบนตัวร่มที่เป็นกระดาษเพื่อให้มันมีคุณสมบัติกันน้ำได้ดีอีกด้วย  แม้ผู้ชายส่วนใหญ่จะไม่เห็นความสำคัญของการกางร่ม  เพราะกลัวจะถูกมองว่าเป็นคนอ่อนแอเยี่ยงสตรี  จนในปี ค.ศ.1750 โจนาส แฮนเวย์ ชายหนุ่มชาวอังกฤษ และนับเป็นชายคนแรกที่ลุกขึ้นประกาศตัวว่าเขาจะเป็นผู้ชายแท้ที่พกร่ม ท่ามกลางความขบขันปนเย้ยหยันของชายคนอื่นๆในสังคมตอนนั้น  แต่โจนาสไม่ได้สนใจเอาความใดๆๆยังคงยืนยันพกร่มต่อไป  จนกระทั่งในที่สุดทุกคนต่างเปปิดใจยอมรับพฤติกรรมการกางร่มอันนี้ได้ในเวลาต่อมา  และร่มได้กกลายเป็นส่วนหนึ่งของชาวอังกฤษไปโดยอัตโนมัติ จนถึงทุกวันนี้

ตำนานร่มอันนี้ได้สอนให้เรารู้ว่า  แม้ว่าร่มจะเกิดมาเพื่อกันแดด  แต่นัยยะที่แฝงอยู่คือมันสามารถกันฝนได้  เพียงแค่เรารู้จักที่จะเติมคุณค่าลงไป  ไม่ต่างอะไรกับคนที่สักวันอาจค้นพบว่าตัวเองยังทำประโยชน์อะไรได้อีกมากเพพียงแค่รู้จักที่จะใส่คุณค่าลงไปให้กับตัวเองงงง  หรือเราจะยอมแพ้ร่ม